บทความที่ได้รับความนิยม
-
งานภาค 2/58 Chers , Ce que je vous demande : คะแนน เก็บ จากสมุดงาน ภาค 2/2558 1. สมุดจดศัพท์ 2.การจดบันทึก ความรู้จาก การสืบค้น สรุ...
วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555
ทำยังไงถึงจะได้กินไอติม
รายชื่อนักเรียนที่ส่งงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7
นักเรียนที่ไม่สามารถใช้internetให้ส่งงานในกระดาษA4
1. นายกฤตภาส ยงเสมอ
2. นายธีรภัทร์ หวานฉ่ำ
3. นายทนุ ปานทอง
4. นายเทพพิทักษ์ เผือกแก้ว
5. นายนันทิภาคย์ อินทร์ยัง
6. นางสาวณัฐภัสสร แก้วมาลา
7. นางสาวศศิธร ไทยแท้
8. นางสาวอวัสยา แสนนนท์
9. นางสาวสุพัตรา ดีเอี่ยม
10. นางสาวปีกาญจนา สินวราวิวัฒน์
11. นางสาวเจนจิรา จุลพันธ์
12. นางสาวชนินาถ อดุลยฤทธิกุล
13. นางสาวณัฎฐณิชา พินโน
14. นางสาวณัฐฐาพร สังวาลแย้ม
15. นางสาวธิดารัตน์ ผันปัญญา
16. นางสาวนันทวัน ปรีกราน
17. นางสาวบุลิน พลอาสา
18. นางสาวปทิตตา สรสิทธิ์
19. นางสาวประภัสสร สุขสวย
20. นางสาวปลิตา เลี่ยวเส็ง
21. นางสาวปิยาพัชร สร้อยสงิม
22. นางสาวพรพิมล ปากวิเศษ
23. นางสาวพิมพินี เพชรศิลาชัย
24. นางสาวรจนา สังข์ประไพ
25. นางสาวรตนศร นิธิกวีสกุล
26. รัชฎาภรณ์ เถื่อนทัด
27. นางสาวศิริญาพร สิมมาภาพ
28. นางสาวสินิทรา แย้มบาน
รายชื่อนักเรียนที่ส่งงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7
นักเรียนที่ไม่สามารถใช้internetให้ส่งงานในกระดาษA4
1. นายเศรษฐรัฐ พิมพ์ไทย
2. นายพงศธร รัตนมงคลกุล
3. นายณัฐณิชา ทรัพย์ประทุม
4. นางสาวนันทวรรณ์ สุนทรภักดี
5. นางสาวอัจจิมา ใจไหม
6. นางสาวกัญญารัตน์ จันทร์ดี
7. นางสาวดุสิตา ศรีอุดมพงษ์
8. นางสาวธาราบุตร ภาคีมุข
9. นางสาวเบ็ญจวรรณ บุตรเสือ
10. นางสาวจุฑามาศ สาดแฟง
11. นางสาวภรนันต์ เรืองสว่าง
12. นางสาวยลดา สนมศรี
13. นางสาวมณีรัตน์ สบาย
14. นางสาวชาลินี ธรรมลิขิต
15. นางสาวกฤติยาภรณ์ ขัดทะจันทร์
16. นางสาวจิราภา ศรีนารี
17. นางสาวจุฬาลักษณ์ บรรจงเปลี่ยน
18. นางสาวฐิติพร ตันสอน
19. นางสาวณัฐนิช หอมสุวรรณ
20. นางสาวณัฐรัตน์ ควรเสนอ
21. นางสาวนันทิชา สิงห์พยา
22. นางสาวเบญจมาศ พรหมณี
23. นางสาวปภาวดี พูลเพิ่ม
24. นางสาวประภัสสร ปาริชาตบริบูรณ์
25. นางสาวปรารถนา สั่งสอน
26. นางสาวพิชชาพร มีปิ่น
27. นางสาวยุพารัตน์ สุขสุวานนท์
28. นางสาววรรณวิภาวี โสสุด
29. นางสาวสุชานันท์ เรียนวัฒนา
30. นางสาวสุนันทา สุคันธพฤกษ์
31. นางสาวอธิติยา ทองปราง
32. นางสาวอภิญญา บุญลือ
33. นางสาวอารียา นามศรีชาติ
รายชื่อนักเรียนที่ส่งงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/7
นักเรียนที่ไม่สามารถใช้internetให้ส่งงานในกระดาษA4
1. นางสาวจริยา สวาย
2. นางสาวศิริลักษณ์ จูหลี
3. นางสาวอริสา อ่อนคล้าย
4. นางสาวชุดากาญจน์ หาชนะ
5. นางสาววิมลรัตน์ พวงทอง
6. นางสาวสุกัญญา วงษ์ว่องไว
7. นางสาวลักขณา จิตรีขาล
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555
Date de la fête des Mères
La fête des Mères est une fête annuelle célébrée par les enfants en l'honneur de leur mère dans de nombreux pays.
Compte tenu de la longévité de la vie, cette fête est marquée également par les adultes de tous âges pour honorer leur mère.
Les premières traces de célébration en l'honneur des mères sont présentes dans la Grèce antique lors des cérémonies printanières en l'honneur de Rhéa (ou Cybèle), la Grande mère des dieux.
Mother's Day
Mother's Day is a celebration that honors mothers and motherhood, maternal bonds, and the influence of mothers in society. It is celebrated on various days in many parts of the world, most commonly in March, April, or May. It complements Father's Day, a celebration honoring fathers.
Mother's Day is an American invention and it's not directly descended from the many celebrations of mothers and motherhood that have occurred throughout the world over thousands of years; like the Greek cult to Cybele, the Roman festival of Hilaria, or the Christian Mothering Sunday celebration.Despite this, in some countries Mother's Day has become synonymous with these older traditions.
ในโอกาสที่วันแม่แห่งชาติของไทย ในวันที่ 12 สิงหาคม
มาดามจึงขอฝากบทความให้นักเรียนทุกคนได้อ่าน ในหัวข้อเรื่อง "วันแม่สากล"... เพราะ "แม่" คือ ผู้ที่มีพระคุณ ผู้ให้กำเนิดชีวิตแก่เรา แม่ได้อุ้มชูเลี้ยงดูเราด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่จนเราได้เติบโตขึ้น ฉะนั้น ไม่เพียงเฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับวันแม่ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและเทิดทูนสตรีผู้ให้กำเนิด … ว่าแต่วันแม่สากลนั้นกำเนิดและมีที่มาอย่างไร
คนไทยยกย่องให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ แต่ในความเป็นสากลแล้ว อีกหลาย ๆ ประเทศกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่สากล ซึ่งต้นกำเนิดวันแม่นั้น มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ชาวกรีกที่เฉลิมฉลองวันแม่ The Mother of the Gods ผ่านมาจนในปี ค.ศ. 1960 ชาวอังกฤษจึงเริ่มใช้ "Mothering Sunday" สืบเนื่องมาจาก พวกกรรมกรนำเค้กชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า The mothering cake นำกลับไปเยี่ยมมารดาของตน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1872 จูเลีย วอร์ด ฮาว (Julia Ward Howe) นักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวบอสตัน สหรัฐอเมริกา ต้องการเรียกร้องสันติสุขสำหรับการพบแม่ในวันแม่ Mother's Day meetings แต่เวลาผ่านมาจนกระทั่งมีผู้มุ่งมั่นเรียกร้องให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการเมื่อ แอนนา มารี จาร์วิส (Anna Marie Jarvis) คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ได้เรียกร้องให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1908 หลังจากเธอต้องสูญเสียแม่ผ่านไป 2 ปี เธอต้องการให้ทุกคนระลึกถึงบุญคุณของแม่ ซึ่งความพยายามของเธอก็เป็นผลในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) หลังประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
ทั้งนี้ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ได้กลายเป็นวันแม่แห่งชาติของหลายประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศอังกฤษ, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, อิตาลี, ตุรกี, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก, แคนาดา, จีน, ญี่ปุ่น, และเบลเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเทศที่กำหนดวันแม่แห่งชาติของตนเอง แต่ยังคงกำหนดวันอาทิตย์เช่นกันโดยใช้คำว่า Mothering Sunday
รู้ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับวันแม่สากลกันแล้ว เราในฐานะที่เป็นลูกก็อย่าลืมแสดงความรักต่อแม่ผู้ให้กำเนิดในวันแม่กันนะคะ แต่ไม่ว่าจะเป็นวันไหนเราก็สามารถที่จะแสดงความรักแม่ได้ในทุก ๆ วันอยู่แล้ว
ขอขอบคุณข้อมูลจากwikipediaสารานุกรมเสรี
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
Les Jeux olympiques d'été de 2012
Les Jeux olympiques d'été de 2012
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประจำปี ค.ศ. 2012
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประจำปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 (อังกฤษ: 2012 Summer Olympics)
หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 30 (อังกฤษ: Games of the XXX Olympiad)
จะจัดขึ้นที่กรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร ระหว่างวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม จากการประมูล
เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ซึ่งนำโดย เซบาสเตียน โคอ์ (Sebastian Coe) นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก และ เคน ลิฟวิงสโตน (Ken Livingstone) นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนในขณะนั้น ซึ่งชนะต่อกรุงมอสโก นครนิวยอร์ก กรุงมาดริด และกรุงปารีส โดยกรุงลอนดอนกลายเป็นเมืองแรกในโลก ที่เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่ถึงสามครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ในครั้งที่ 4
(พ.ศ. 2451) และครั้งที่ 14 (พ.ศ. 2491) หลังจากนั้น มีการพัฒนาหลายพื้นที่ของกรุงลอนดอน เพื่อรองรับกิจกรรม
ที่จะจัดขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจุดสนใจหลักของการแข่งขัน อยู่ที่สวนสาธารณะโอลิมปิกแห่งใหม่
ขนาด 200 เฮกตาร์ ซึ่งสร้างขึ้นภายในนิคมอุตสาหกรรมเก่า ของเมือง สแตรตเฟิร์ด (Stratford) ทางตะวันออก
ของกรุงลอนดอน โดยการแข่งขันคราวนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้มีการใช้สนามแข่งขัน ที่มีอยู่แล้วจำนวนมาก
Les Jeux olympiques d'été de 2012 (Jeux de la XXXe Olympiade de l'ère moderne) auront lieu du 27 juillet au 12 août 2012 à Londres (voir les lieux d'accueil). Londres sera la première ville à accueillir les Jeux olympiques modernes
trois fois, après ceux de 1908 et de 1948.
La ville de Londres a été élue parmi cinq villes candidates lors de la 117e
session du Comité international olympique (CIO), le 6 juillet 2005 à Singapour. Sebastian Coe était le chef du comité de candidature et est le président
du Comité organisant les Jeux olympiques et les Jeux paralympiques d'été de 2012.
The 2012 Summer Olympic Games, officially the Games of the XXX Olympiad, and also known as London 2012 as per the official logo, are scheduled to take place in London, United Kingdom, from 27 July to 12 August 2012.
Following a bid headed by former Olympic champion Sebastian Coe and the then Mayor of London Ken Livingstone, London was selected as the host city on 6 July 2005 during the 117th IOC Session in Singapore, defeating Moscow, New York City, Madrid and Paris. London will become the first city to officially host the modern Olympic Games three times, having previously done so in 1908 and in 1948.
วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Le petit déjeuner อาหารเช้า Breakfast
ภาษาฝรั่งเศส ตอน อาหารมื้อเช้า
Les repas = มื้ออาหาร
Le petit déjeuner = อาหารมื้อเช้า
Pain beurré = ขนมปังทาเนย
Confiture = แยมทาขนมปัง
Miel = น้ำผึ้ง
æuf à la coque = ไข่ลวก
Cereals = ซีเรียล (อาหารเช้าสำเร็จรูป)
Croissant = ขนมปังครัวซองต์
Baquette = ขนมปังฝรั่งเศส (บาแก๊ต)
การรับประทานอาหารของคนฝรั่งเศส
อาหารเช้าโดยทั่วไปจะเป็นครัวซองส์ (croissants) หรือขนมปังแบบต่างๆ ทาเนยและแยม ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นกาแฟใส่นมหรือชอกโกแลตร้อนๆ และอาหารเช้าสมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่ได้มามานั่งกินด้วยกัน
ส่วนอาหารกลางวัน ก็ยังไม่ใช่อาหารหลัก ยกเว้นสำหรับคนฝรั่งเศสในชนบท ร้านอาหารในเมืองจะเปิดช่วงกลางวันระหว่างเวลาเที่ยงถึงบ่ายสองโมงเท่านั้น แล้วจึงจะเปิดอีกครั้งตอนมื้อเย็น
แต่มื้อเย็นจะเป็นมื้อหลัก เป็นเวลาที่สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน คนฝรั่งเศสอาจใช้เวลาที่โต๊ะอาหารเย็นได้นานถึง 2 ชั่วโมง!
คนฝรั่งเศสถือว่าการดูทีวีระหว่างกินอาหารเย็นเป็นมารยาทที่ไม่ดี
คนฝรั่งเศสกินอาหารแบบเรียงตามลำดับหรือคอร์ส จบไปทีละคอร์ส ไม่วางอาหารทุกอย่างบนโต๊ะแล้วนั่งล้อมวงกันกินเหมือนคนไทยและคนอเมริกัน โดยทั่วไปจะมี 3 คอร์สคือ entré, plate principal และ cheese course หรือ dessert ถ้าเสิร์ฟแบบครบ ก็เพิ่มอีก 3 เป็น 6 คอร์ส เริ่มจาก aperitif หรือออร์เดิร์ฟ แล้วเป็น entré ซึ่งมักจะเป็นซุป ตามด้วยอาหารจานหลักที่เป็นเนื้อสัตว์ ต่อด้วยสลัดแล้วตามด้วยเนยแข็ง ปิดท้ายด้วยของหวานหรือผลไม้พร้อมกับกาแฟ ส่วนขนมปัง ไวน์ และน้ำแร่จะมีเสิร์ฟตลอดเวลาที่กินอาหาร
การกินขนมปังของคนฝรั่งเศสแตกต่างจากคนอเมริกันและอังกฤษ คือจะวางไว้ให้บนผ้าปูโต๊ะ
คนฝรั่งเศสจะใช้ส้อมจิ้มขนมปังเช็ดทำความสะอาดจานเมื่อจบแต่ละคอร์ส เพราะคอร์สต่างๆ มักจะเสริฟในจานเดียว ยกเว้นในงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการจึงจะแยกจาน
คนฝรั่งเศสใช้มีดและส้อมในการกินอาหารเกือบทุกอย่าง แม้กระทั่งเฟร้นฟรายส์ โดยถือมีดด้วยมือขวา และมือซ้ายถือส้อม ไม่มีการเปลี่ยนมือไปมาเหมือนคนอเมริกัน
การวางมือบนโต๊ะอาหาร ที่ฝรั่งเศส แม้จะไม่วางศอกบนโต๊ะ แต่สามารถวางมือไว้บนโต๊ะอาหารได้
ที่สำคัญ ไม่ควรขอหรือใส่เครื่องปรุงเพิ่มเติมลงในจานอาหารที่เสริฟ ยกเว้นเกลือและพริกไทย เพราะอาหารฝรั่งเศสขึ้นชื่อว่าเยี่ยมยอดของโลกแล้ว จึงไม่ต้องการให้มีการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก
Les repas = มื้ออาหาร
Le petit déjeuner = อาหารมื้อเช้า
Pain beurré = ขนมปังทาเนย
Confiture = แยมทาขนมปัง
Miel = น้ำผึ้ง
æuf à la coque = ไข่ลวก
Cereals = ซีเรียล (อาหารเช้าสำเร็จรูป)
Croissant = ขนมปังครัวซองต์
Baquette = ขนมปังฝรั่งเศส (บาแก๊ต)
การรับประทานอาหารของคนฝรั่งเศส
อาหารเช้าโดยทั่วไปจะเป็นครัวซองส์ (croissants) หรือขนมปังแบบต่างๆ ทาเนยและแยม ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นกาแฟใส่นมหรือชอกโกแลตร้อนๆ และอาหารเช้าสมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่ได้มามานั่งกินด้วยกัน
ส่วนอาหารกลางวัน ก็ยังไม่ใช่อาหารหลัก ยกเว้นสำหรับคนฝรั่งเศสในชนบท ร้านอาหารในเมืองจะเปิดช่วงกลางวันระหว่างเวลาเที่ยงถึงบ่ายสองโมงเท่านั้น แล้วจึงจะเปิดอีกครั้งตอนมื้อเย็น
แต่มื้อเย็นจะเป็นมื้อหลัก เป็นเวลาที่สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน คนฝรั่งเศสอาจใช้เวลาที่โต๊ะอาหารเย็นได้นานถึง 2 ชั่วโมง!
คนฝรั่งเศสถือว่าการดูทีวีระหว่างกินอาหารเย็นเป็นมารยาทที่ไม่ดี
คนฝรั่งเศสกินอาหารแบบเรียงตามลำดับหรือคอร์ส จบไปทีละคอร์ส ไม่วางอาหารทุกอย่างบนโต๊ะแล้วนั่งล้อมวงกันกินเหมือนคนไทยและคนอเมริกัน โดยทั่วไปจะมี 3 คอร์สคือ entré, plate principal และ cheese course หรือ dessert ถ้าเสิร์ฟแบบครบ ก็เพิ่มอีก 3 เป็น 6 คอร์ส เริ่มจาก aperitif หรือออร์เดิร์ฟ แล้วเป็น entré ซึ่งมักจะเป็นซุป ตามด้วยอาหารจานหลักที่เป็นเนื้อสัตว์ ต่อด้วยสลัดแล้วตามด้วยเนยแข็ง ปิดท้ายด้วยของหวานหรือผลไม้พร้อมกับกาแฟ ส่วนขนมปัง ไวน์ และน้ำแร่จะมีเสิร์ฟตลอดเวลาที่กินอาหาร
การกินขนมปังของคนฝรั่งเศสแตกต่างจากคนอเมริกันและอังกฤษ คือจะวางไว้ให้บนผ้าปูโต๊ะ
คนฝรั่งเศสจะใช้ส้อมจิ้มขนมปังเช็ดทำความสะอาดจานเมื่อจบแต่ละคอร์ส เพราะคอร์สต่างๆ มักจะเสริฟในจานเดียว ยกเว้นในงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการจึงจะแยกจาน
คนฝรั่งเศสใช้มีดและส้อมในการกินอาหารเกือบทุกอย่าง แม้กระทั่งเฟร้นฟรายส์ โดยถือมีดด้วยมือขวา และมือซ้ายถือส้อม ไม่มีการเปลี่ยนมือไปมาเหมือนคนอเมริกัน
การวางมือบนโต๊ะอาหาร ที่ฝรั่งเศส แม้จะไม่วางศอกบนโต๊ะ แต่สามารถวางมือไว้บนโต๊ะอาหารได้
ที่สำคัญ ไม่ควรขอหรือใส่เครื่องปรุงเพิ่มเติมลงในจานอาหารที่เสริฟ ยกเว้นเกลือและพริกไทย เพราะอาหารฝรั่งเศสขึ้นชื่อว่าเยี่ยมยอดของโลกแล้ว จึงไม่ต้องการให้มีการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Au café
Au café มาดื่มกาแฟกัน Let’s have a cup of coffee.
ร้านกาแฟในฝรั่งเศส หรือ Le café มักจะเป็นร้านที่ขายทั้งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ฺBoisson non-alcolisée) และ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ฺBoisson alcolisée) ร้านที่ขายเฉพาะกาแฟอย่างเดียว แบบบ้านเราหาได้ยากมาก ร้านส่วนใหญ่มักเป็นร้านดั้งเดิม เปิดให้บริการมาเป็นเวลายาวนาน le café ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่เปิดทำการแทบจะทุกวัน จากเช้าตรู่ยันดึกสำหรับร้านที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนหนาแน่น
เมื่อเราเดินเข้าร้าน จะมี บริกร Garçon เดินเข้ามาหา Garçon มักจะทักทายลูกค้าด้วยประโยค
Bonjour (บอง-ชูร), vous êtres combien? (วู-แซท-กอม-เบียง)เป็นการถามว่าลูกค้ามากันกี่คน
บริกรจะเชิญเราไปที่โต๊ะที่เหมาะสม (ที่ว่าง) พร้อมเมนู ก่อนจะรับการสั่งอาหาร บริกรจะพูดประโยคต่างๆ เหล่านี้
Puis-je vous servir quelques choses?
(ปุอิ--เฌอ--วู--แซคร-วี--แกล-เกอ--โชส)
Vous désirez/souhaitez/voulez quelques chose?
(วู--เด-ซิ-เคร/ซู-แอท-เต้/วู-เล--แกล-เกอ--โชส)
ตัวอย่างเครื่องดื่มที่เราจะเห็นเป็นประจำในรายการเครื่องดื่ม
Le café (กา-เฟ่), Le thé (เต),
les boissons gazeuses : Coca (โก-กา) , Sprite (สไปรท), Perrier (แป-คริ-เย่) : น้ำโซดา
ในส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะมี La bière pression (บิ-แย--เพรส-ซิอง) ,
Le cidre (ซิดดร), Le kir (กีคร) และเหล้าทั่วๆ ไป
เวลาจะสั่งเครื่องดื่ม เราจะสั่งว่า
Je prends (เฌอ--พรอง) + (ชื่อเครื่องดื่มที่ต้องการจะดื่ม)
เราอาจจะเจาะจงเพิ่มอีกนิดว่าเป็นเครื่องดื่มขนาดเท่าไร
เช่น Je prends un verre de bière pression = ขอเบียร์หนึ่งแก้ว
ควรปิดท้ายประโยคการสั่งด้วยคำว่า S'il vous plaît (ซิล--วู--ปเล)
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เตรียมทำใบงานที่ 2
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





